“ปูนขาว” ดับกลิ่น น้ำเน่าเสีย เห็นผลเร็วกว่าจุลินทรีย์อีเอ็ม

“ปูนขาว” ดับกลิ่น น้ำเน่าเสีย เห็นผลเร็วกว่าจุลินทรีย์อีเอ็ม เทคนิคบำบัดน้ำเสียจากน้ำท่วมขัง เริ่มจากกำหนดอาณาเขตและค้นหาสาเหตุ ก่อนลงมือบำบัด ระบุกำจัดขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูลสามารถแก้ปัญหาได้เกือบครึ่งส่วนกลิ่นเหม็นแก้ด้วย ปูนขาว ทดสอบเห็นผลเร็วกว่าจุลินทรีย์อีเอ็ม ด้าน แก้น้ำท่วมขังจากเขื่อนระบายน้ำเกินชู 3 เทคนิค คลอรีน เครื่องเติมอากาศ จุลินทรีย์

น้ำเสียแบบไม่รู้ที่มาชัดเจน เพราะมวลน้ำไหลมาเป็นระยะทางไหล พร้อมกวาดเศษซากนานาชนิดติดมาด้วย วิธีการบำบัดจึงต้องพิจารณาแบ่งเป็นโซนเพื่อดูสาเหตุของน้ำเสียและลงมือบำบัดด้วยวิธีที่เหมาะสม

ยกตัวอย่างที่พักอาศัยในเขตดอนเมือง มีน้ำท่วมขัง 3-4 สัปดาห์ เริ่มเน่าและส่งกลิ่น จะต้องหาสาเหตุความเน่าเสีย ซึ่งพบว่าเป็นสารอินทรีย์ที่ไหลมาพร้อมน้ำและท่วมขังอยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ซากพืช ซากสัตว์ สิ่งปฏิกูลจากบ่อเกรอะที่ไหลออกมาพร้อมน้ำท่วม ขยะที่ทิ้งลงน้ำ รวมถึงพฤติกรรมส่วนตัว เช่น การปัสสาวะหรืออุจจาระลงในน้ำ

การแก้ไขเบื้องต้นควรจะเริ่มจากการลดสารอินทรีย์ในน้ำ ด้วยการขับถ่ายของเสียลงในห้องน้ำฉุกเฉินหรือถุงพลาสติก และลดการทิ้งขยะลงน้ำ

ส่วนปัญหากลิ่นรบกวน ซึ่งเกิดจากออกซิเจนในน้ำหมด แต่กระบวนการย่อยสลายยังเกิดขึ้นโดยจุลินทรีย์กลุ่มที่ไม่ใช้ออกซิเจนในการย่อย จึงเกิดเป็นก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่า จึงต้องปรับค่าพีเอชหรือค่าความเป็นกรดด่างของน้ำเพื่อแก้ปัญหากลิ่น เมื่อค่าพีเอชของน้ำสูงขึ้นเป็น 8-8.5 จากค่ากลางที่ 7 ก๊าซไข่เน่าจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นสารละลายในน้ำ ด้วยการเติมสารให้สภาพด่าง เช่น ปูนขาว โซดาไฟ หากค่าพีเอชสูงขึ้นที่ระดับ 9-10 ก็จะมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเติมปูนขาวในน้ำท่วมขัง เพื่อปรับค่าพีเอชลดกลิ่น ยังไม่มีการกำหนดอัตราส่วนที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับพื้นที่และปริมาณน้ำ และเมื่อกลิ่นเหม็นกลับมาอีกครั้ง ก็สามารถเติมปูนขาวเพิ่มได้อีก ปูนขาวเห็นผลในแง่การลดกลิ่นได้ดีกว่าจุลินทรีย์อีเอ็ม เพราะกระบวนการทางเคมีของปูนขาวจะให้ผลไวกว่ากระบวนการทางชีวภาพของจุลินทรีย์

ปกติแต่ละจังหวัดจะมีท่อระบายน้ำจากครัวเรือนและน้ำฝนพุ่งตรงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง จึงต้องดูว่าระบบได้รับความเสียหายจากอุทกภัยหรือไม่ และยังทำหน้าที่ได้ตามปกติหรือไม่

แนวทางการบำบัดน้ำเสียของภาครัฐ ที่เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลเพื่อให้น้ำเน่าเสียไหลลงไปเจือจางในน้ำปริมาณมหาศาล หรือการเร่งเติมอากาศเพิ่มออกซิเจนในน้ำด้วยเครื่องเติมอากาศ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่สำหรับจุลินทรีย์อีเอ็มจะต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและรอบคอบ ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเราเติมตัวบำบัดน้ำเสีย พร้อมกับตัวที่เป็นสาเหตุของน้ำเน่าลงไปด้วย นักวิชาการเชียงใหม่ กล่าว

ด้านนายชัชชาย แจ่มใส อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า จากการวิจัยและประสบการณ์บำบัดน้ำท่วมขังจากการระบายน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ที่มีมากเกินกว่าความสามารถกักเก็บของเขื่อน พบว่าวิธีการบำบัดเบื้องต้นจะต้องพิจารณาระดับน้ำเป็นสำคัญ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับคือ พื้นที่น้ำเฉอะแฉะ น้ำตื้น 10-30 เซนติเมตร และน้ำลึกมากกว่า 30 เซนติเมตร

พื้นที่น้ำเฉอะแฉะให้โรยผงคลอรีนฆ่าเชื้อโรคที่เกิดจากการขังของน้ำ พื้นที่น้ำตื้นให้ใช้เครื่องเติมออกซิเจนขนาดเล็ก ส่วนที่ระดับน้ำลึกให้ใช้วิธีทางชีวภาพ เช่น จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเก็บแบคทีเรียในแหล่งน้ำนั้นๆ มาเลี้ยงเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการ แล้วนำกลับไปเทลงไปในแหล่งน้ำเหมือนเดิม เพื่อเร่งให้เกิดกระบวนการตกตะกอนของสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำ โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีใดๆ