‘เชื้อดื้อยา’ ปัญหาวิกฤตระดับชาติ

ปัญหาเชื้อดื้อยา เป็นปัญหาวิกฤตร่วมของคนทั่วโลก เพราะส่งผลต่อชีวิตของคนทุกคน เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านแบคทีเรียมากจนเกินความจำเป็น ย่อมทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตัวเองจนสามารถสู้กับยาปฏิชีวนะได้ หรือที่เรียกว่า ดื้อต่อยา เกิดคำถามว่าการดื้อต่อยาจะส่งผลอย่างไร ง่ายๆ ยาปฏิชีวนะทุกวันนี้ ทางบริษัทผู้ผลิตไม่มีการพัฒนายารูปแบบใหม่ๆ ดังนั้น หากเราดื้อต่อยากลุ่มเดิม โอกาสในการรักษาโรคให้หายก็จะน้อยตามไปด้วย

ซึ่งในต่างประเทศมีความกังวลในเรื่องนี้ เนื่องจากพบแบคทีเรียดื้อต่อยาเพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า ซุปเปอร์บั๊ก (Superbug) อย่างสหรัฐอเมริกา โดยศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) ได้ประกาศพบผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาวัย 70 ปี และได้เสียชีวิตลงเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2559 จากการติดเชื้อแบคทีเรียระดับซุปเปอร์บั๊ก ซึ่งเป็นการดื้อยาระดับสูง อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษานโยบายการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล ของสำนักสนับสนุนระบบบริการยาและเวชภัณฑ์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และศูนย์วิจัยผลลัพธ์ทางสุขภาพและโอสถกรรมานุบาล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา พบว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 700,000 คน/ปี หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง คาดว่าในปี ค.ศ.2050 การเสียชีวิตจะสูงถึง 10 ล้านคน
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลปี 2552 พบมีการผลิตและนำเข้ายาปฏิชีวนะสูงมากถึง 11,000 ล้านบาท และมีการนำยากลุ่มนี้กว่า 47 ชนิด มาใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ส่วนคลินิกและร้านขายยามีการจ่ายยาปฏิชีวนะให้แก่ผู้ป่วย 35-36 ชนิด และพบว่ามีการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุสมผลในสถานพยาบาลทุกระดับ โดยพบการใช้ยาดังกล่าวอย่างไม่สมเหตุผลจำนวนสูงถึงร้อยละ 25-91 และจากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศไทยมีแนวโน้มมากขึ้น โดยในปี 2553 ได้มีการศึกษาใน รพ.ทุกระดับจำนวน 1,023 แห่งถึงผลกระทบของการติดเชื้อดื้อยา ซึ่งพบผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาจำนวน 87,751 ครั้ง ส่งผลทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อดื้อยาเสียชีวิต 38,481 ราย เฉลี่ยวันละ 104 คน
ปัญหาดังกล่าวทำให้หลายองค์กรต่างหันมาให้ความสนใจและหามาตรการป้องกัน ซึ่งล่าสุดมี 25 องค์กรที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์การขับเคลื่อนงานเพื่อแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) แพทยสภาเครือข่าย รพ. กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นต้น เพื่อร่วมแก้ปัญหาดังกล่าว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth